ฝ้า (Melasma) ชนิด สาเหตุ การป้องกัน และ การรักษา

0
599

ฝ้า (Melasma) ชนิด สาเหตุ การป้องกัน และ การรักษา

“ฝ้า” หรือ “Melasma” ทำไหมถึงเป็นฝ้า ปัญหา “ฝ้า” เป็นปัญหายอดฮิตบนใบหน้าที่กวนใจสาวไทยหลายคน ซึ่งเกิดจากเม็ดสีเมลานิลบนใบหน้าทำงานผิดปกติ แต่เอ๊ะ! เราจะรู้ได้อย่างไรนะว่าเราเป็น “กระ” หรือเป็น “ฝ้า” กันแน่ เพราะ 2 ปัญหานี้ถ้ามองเผินๆ ก็ดูคล้ายกันจริงเชียว ดังนั้นเราขออาสาไขข้อข้องใจในจุดนี้ให้กับเพื่อน


ฝ้ามีลักษณะอย่างไร?

ฝ้า Melasma เกิดจากเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังมากเกินปกติ มีลักษณะเป็นรอยปื้นใหญ่ๆ ผิวเรียบ สีน้ำตาล ซึ่งลักษณะของสีน้ำตาลก็มีหลายแบบ แบ่งแยกออกไปตามประเภทของฝ้า ได้แก่

ฝ้า

  1. ฝ้าตื้น จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล ขอบชัด เกิดขึ้นได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เวลาไม่นาน
  2. ฝ้าลึก จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า ความลึกของมันจะทำให้เกิดการแสดงสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง เป็นฝ้าที่รักษาได้ยาก การทายามักให้ผลเพียงแค่ทำให้ดูจางลงเท่านั้น
  3. ฝ้าแดด หรือผสม มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลคล้ำ ดำ แดง หากทิ้งไว้นานฝ้าแดดจะมีสีเข้มขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีดำได้
  4. ฝ้าเลือด มีลักษณะคล้ายเส้นเลือดฝอยแตกบนใบหน้า ฝ้าชนิดนี้เกิดขึ้นจากการใช้ครีมหรือเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีสารเสตียรอยด์ สารปรอท เป็นต้น จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

กระ มีลักษณะอย่างไร

“กระ” มีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลเข้ม สามารถกระจายทั่วใบหน้าและลำคอได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. กระลึก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ผิวเรียบ กระจุกอยู่เป็นกลุ่มบนใบหน้า มักขึ้นบริเวณบริเวณโหนกแก้ม จำเป็นต้องทำพบแพทย์ควบคู่ไปกับการทาครีมรักษาฝ้ากระ
  2. กระตื้น มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ ผิวเรียบ หากทิ้งไว้นานโดยไม่ใช้ครีมรักษาฝ้ากระสีก็จะเข้มขึ้น สามารถรักษาด้วยการทาครีมรักษาฝ้ากระได้
  3. กระแดด มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ผิวเรียบ กระจายอยู่ตามใบหน้าและร่างกายได้ สามารถรักษาด้วยการทาครีมรักษาฝ้ากระได้พร้อมกับการทำเลเซอร์
  4. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ผิวนูนเหมือนเป็นตุ่ม สามารถขึ้นได้ทั้งใบหน้า ลำคอ เกิดจากพันธุกรรม จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อนๆ คงทราบกันแล้วว่า “ฝ้า” หรือ “กระ” นั้นแตกต่างกันอย่างไร บางชนิดแค่ทาครีมรักษาฝ้ากระก็หายได้ จะช้าหรือจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหาบนใบหน้าของแต่ละบุคคล บางชนิดก็จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษานั่นเอง


ฝ้า (Melasma) แบ่งจากลักษณะการเกิด ได้อีก 2 ชนิด คือ

  1. ฝ้าเลือด เป็นฝ้าที่มีลักษณะรอยแดงคล้ายเส้นเลือด ขึ้นเป็นรอยปื้นๆ สีชมพู ไปจนถึงสีดำ เกิดจากความผิดปกติของเลือดลม ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดจากผลข้างเคียงของการใช้สาร จำพวกสารไฮโครควิโนน สารปรอท ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณผิวที่มีความบอบบาง ไวต่อแสง
  2. ฝ้าแดด เป็นฝ้าที่มีลักษณะเป็นรอยปื้น สีน้ำตาลคล้ำ ดำ แดง หรือเทาอมม่วง เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด หลอดไฟ แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เป็นฝ้าที่รักษายาก และจะเข้มขึ้นเรื่อยๆหากไม่รักษา เพราะปกติผิวหน้าจะต้องสัมผัสกับแสงอยู่ตลอดอยู่แล้ว

ฝ้า สาเหตุของการเกิดฝ้า มีอะไรบ้าง

  1. แสงแดด ต้องบอกเลยว่า แสงแดด เป็นสาเหตุหลักๆ ของการเกิดฝ้าเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะแดดบ้านเราที่แรงแบบไม่เกรงกลัวสิ่งใด รังสี UV จากแสงแดด โดยเฉพาะช่วง 10.00-14.00 น. ก่อให้เกิดฝ้าได้ง่ายมากๆ แสงแดดจะเป็นตัวกระตุ้นให้การสร้างเมลานีนเกิดความผิดปกติ
  2. ฮอร์โมนในร่างกาย ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีในร่างกายระดับสูงเมื่อทานยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะสูง ขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติจะไปกระตุ้นการสร้างเมลานิน ทำให้เกิดฝ้า แต่ถ้าฮอร์โมนในร่างกายกลับมาสู่ภาวะปกติ ฝ้าก็จะจางลงและหายได้
  3. กรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า บุคคลที่เป็นฝ้าจะมีพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเป็นฝ้าแฝงอยู่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถหายีนที่ควบคุมการเกิดฝ้าได้

วิธีรักษาฝ้า (Melasma Treatment)

รักษาด้วยการทายา

จะได้ผลดีกับผู้ที่เป็นฝ้าตื้น แต่ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผล ยารักษาฝ้ามีหลายชนิด ได้แก่ กลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ (Topical Retinoids/Retinoic Acid) กรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) กรดโคจิก (Kojic Acid) คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) ซึ่งความเข้มข้นของสารในครีมทาฝ้าจะมีปริมาณแตกต่างกันออกไป แต่ ไม่ควรไปซื้อยามาใช้เองนะคะ เพราะอาจทำให้ผิวหน้าเกิดแสบ แดง หรือลอกเป็นขุย

รักษาด้วย Laser

คือ เป็นเครื่องมือทางการแพทย์เป็นลำแสงที่มีความเข้มข้นสูงมีความยาวของคลื่น ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวชั้นบนๆ รักษาฝ้า กระ และรอยแดงที่เกิดจากการถูกแสงแดดทำลาย รวมถึงอายุที่มากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ช่วงคลื่นของพลังงานที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm. โดยพลังงานจะไปจับกับเซลล์เม็ดสีและทำลายโครงสร้างของเม็ดสี

รักษาด้วย Placenta Growth factor

คือ สารสกัดจากกรกของมนุษย์ ซึ่งประกอบไปด้วย เอนไซม์เปปไทด์ต่างๆมากกว่าพันชนิด ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย กระตุ้นให้เซลล์มีการเพิ่จำนวน เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ซ่อมแซมเซลล์  มีฮอร์โมนธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลามินทำให้ผิวพรรณสดใส ขาวขึ้น ริ้วรอยลดลง ใช้ในการเวชศาสตร์การแพทย์ชะลอะวัย

ประโยชน์ ของ GROWTH FACTOR

  • เป็นแหล่งอาหารของเซลล์ต้นกำเนิน
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคลลาเจนและการสร้างเซลล์ผิวใหม่
  • ช่วยบำรุงเซลล์ผิว ทำให้ใบหน้าเต่งตึง ดูสวย และลดเลือนริ้วรอย
  •  ช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและกระจ่างใส
  • ช่วยรักษาบาดแผลให้หายเร็วงอกใหม่
  • ควบคุมสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน (Immunoregulatory)
  • ป้องกันความเสื่อมของระบบประสาท (์Neutroprotective)
  • ต่อต้านการแพ้ (Anti-allergic)
  • ฟื้นฟูสภาพร่างกาย (Regenerative)
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

บางคนเป็นฝ้าเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิตามินเสริมเป็นอีกตัวช่วยที่น่าสนใจ เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี กรดโฟลิก และวิตามินบี 12 ที่บรรเทาปัญหาการเกิดฝ้าได้ดี


การป้องกันการเกิด ฝ้า (Melasma)

  • หลีกเลี่ยง แสงแดด เมื่อไม่จำเป็น หรือควรใช้ร่มที่ป้องกันรังสียูวี สวมหมวก ใช้ผ้าคลุม โดยเฉพาะแดดช่วง 10.00-16.00 น.
  • หลีกเลี่ยงยาที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า หรือยาเพิ่มฮอร์โมนอื่นๆ เช่น ยาคุมกำเนิด อาจจะต้องเปลี่ยนการคุมกำเนิดโดยต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  •  ใช้ ครีมกันแดด” ที่มี SPF30+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ และมีค่าป้องกัน PA2+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ โดยควรทาครีมกันแดดก่อนที่จะออกแดด 30 นาที
  • ใช้ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือครีมไวท์เทนนิ่งอื่นๆ เพื่อป้องกันผิวหน้ามีสีเข้มขึ้น
  • เรื่องง่ายๆ ที่ไม่คิดว่าจะช่วยรักษาฝ้าได้ แต่มันคือเรื่องจริง! ด้วยการ “ดูแลตัวเอง” พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงความเครียด ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

รีวิวการรักษาฝ้าที่สยามคลินิก

อีกข้อที่สำคัญคือการดู รีวิวเมโสหน้าใสของคลินิกนั้นๆ จากผู้ใช้บริการจริง ในช่องทางที่เป็นกลาง น่าเชื่อถือค่ะ เช่น Facebook, Pantip ในแหล่งที่คลินิกไม่สามารถเข้าไปลบได้ รีวิวรักษาฝ้าที่Siam Clinic

 


ติดต่อสยามคลินิกภูเก็ต

 

บทความก่อนหน้านี้หลุมสิวสวยไม่สุดมาสะดุดกับหลุมสิว
บทความถัดไปโบท็อกซ์ คืออะไร มาทำความรู้จักกัน